เห็นสินค้าบน 1688 ราคา 35 หยวน หลายคนอาจคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้วได้ตัวเลขคร่าว ๆ ประมาณร้อยกว่าบาท และคิดว่านี่คือต้นทุนของสินค้า แต่เมื่อสินค้ามาถึงไทยจริง ต้นทุนสินค้ากลับสูงขึ้นกว่าที่คาด เพราะระหว่างทางยังมีค่าขนส่ง ค่าประกันภัย อากรขาเข้า VAT และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่ได้รวมอยู่ในราคาหน้าสินค้าที่เห็นก่อนหน้านั้น
เรื่องนี้เป็นจุดที่ผู้ประกอบการมือใหม่พลาดกันได้ง่าย เพราะ “ราคาสินค้า” กับ “ต้นทุนสินค้าพร้อมขาย” เป็นคนละตัวเลขกัน หากใช้ราคาสินค้าที่เห็นบนแพลตฟอร์มมาตั้งราคาขายทันที อาจทำให้คำนวณกำไรคลาดเคลื่อน หรือพบภายหลังว่าสินค้าที่คิดว่าราคาถูกกลับมีต้นทุนสูงกว่าคู่แข่ง
สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนนำเข้าสินค้าจากจีน การรู้ต้นทุนจริงจึงสำคัญพอ ๆ กับการเลือกสินค้า เพราะสามารถช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าสินค้าชนิดนั้นควรสั่งหรือไม่ ควรสั่งจำนวนเท่าไร และควรตั้งราคาขายไว้ประมาณไหน ในบทความนี้เราจะพาไล่ดูวิธีคำนวณแบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างที่นำไปปรับใช้กับการสั่งซื้อจริงได้

ราคาสินค้าไม่ใช่ต้นทุนทั้งหมด
ลองนึกภาพว่าสินค้าชิ้นหนึ่งราคา 100 บาทจากโรงงานจีน หากนำตัวเลขนี้ไปคิดกำไรทันทีอาจดูเหมือนเหลือส่วนต่างอีกมาก แต่กว่าสินค้าจะมาถึงไทย ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างทางอีกหลายส่วน ทั้งค่าขนส่งจากโรงงาน ค่าขนส่งระหว่างประเทศ ค่าประกันภัย ภาษี และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสินค้า
ดังนั้น เวลาประเมินว่าสินค้าหนึ่งชิ้น “ถูกหรือแพง” ควรมองไปถึงต้นทุนที่ธุรกิจต้องจ่ายจนสินค้าพร้อมขาย ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ราคาบน 1688, Taobao หรือใบเสนอราคาจากโรงงาน เพราะตัวเลขนี้ต่างหากที่จะบอกได้ว่าสินค้าชนิดนั้นสร้างกำไรให้ธุรกิจได้มากน้อยแค่ไหน
CIF คืออะไร และต้องใช้คำนวณตรงไหน?
เวลาพูดถึงภาษีนำเข้า จะเจอคำว่า CIF อยู่บ่อย ๆ แต่หลักการจริง ๆ เข้าใจได้ไม่ยาก โดย CIF คือมูลค่าที่ประกอบด้วย ราคาสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการคำนวณอากรขาเข้าในกรณีทั่วไป
เวลาพูดถึงภาษีนำเข้า จะเจอคำว่า CIF อยู่บ่อย ๆ แต่หลักการจริง ๆ เข้าใจได้ไม่ยาก โดย CIF คือมูลค่าที่ประกอบด้วย ราคาสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการคำนวณอากรขาเข้าในกรณีทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ควรทำความเข้าใจเมื่อเตรียมพิธีการศุลกากรสำหรับการนำเข้า
CIF = ราคาสินค้า + ค่าประกันภัย + ค่าขนส่งระหว่างประเทศ
หลังจากได้ CIF แล้ว ก็จะคำนวณอากรขาเข้าตามพิกัดของสินค้า จากนั้นนำยอด CIF บวกกับอากรขาเข้าไปคำนวณ VAT อีกครั้ง สิ่งที่ต้องจำไว้คืออัตราอากรไม่ได้เท่ากันทุกสินค้า จึงควรตรวจสอบพิกัดและอัตราที่ใช้กับสินค้านั้นก่อนนำตัวเลขไปประเมินต้นทุน
ตัวอย่างคำนวณต้นทุนแบบเข้าใจง่าย
สมมติว่าสั่งสินค้า 1,000 ชิ้น โดยมีราคาสินค้า 100,000 บาท ค่าขนส่งระหว่างประเทศ 15,000 บาท และค่าประกันภัย 1,000 บาท
ดังนั้น
CIF = 100,000 + 15,000 + 1,000 = 116,000 บาท
สมมติว่าสินค้าชนิดนี้มีอัตราอากรขาเข้า 10% เพื่อใช้เป็นตัวอย่างเท่านั้น
อากรขาเข้า = 116,000 × 10% = 11,600 บาท
จากนั้นนำ CIF รวมกับอากรขาเข้าเพื่อคำนวณ VAT
VAT = (116,000 + 11,600) × 7% = 8,932 บาท
ดังนั้น อากรขาเข้าและ VAT รวมกันอยู่ที่ 20,532 บาท
หากธุรกิจมีค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องจ่ายจริงอีก 8,000 บาท เมื่อนำมารวมกับ CIF และภาษี ต้นทุนรวมจะอยู่ที่ 144,532 บาท หรือประมาณ 144.53 บาทต่อชิ้น
จะเห็นว่า แม้ราคาสินค้าจะอยู่ที่ 100 บาทต่อชิ้น แต่ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงก่อนนำไปขายอาจสูงกว่านั้นมาก จึงควรคำนวณให้ครบก่อนตัดสินใจเรื่องราคาขายหรือจำนวนที่จะสั่ง
หมายเหตุ: อัตราอากร 10% ในตัวอย่างเป็นตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายวิธีคำนวณ ไม่ใช่อัตรากลางสำหรับสินค้าทุกประเภท อัตราจริงต้องตรวจสอบตามพิกัดสินค้าและหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับ ณ เวลานำเข้า ส่วน VAT ควรตรวจสอบอัตราที่ใช้บังคับ ณ วันที่นำเข้า
ค่าใช้จ่ายอะไรที่มักถูกลืม?
หลังจากคำนวณภาษีแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายบางส่วนที่ควรนำมาคิดเป็นต้นทุนธุรกิจ เช่น ค่าขนส่งจากโรงงานไปยังโกดังในจีน ค่าแพ็กสินค้าเพิ่มเติม ค่าตรวจสอบสินค้า ค่าจัดการสินค้า ค่าดำเนินการ และค่าขนส่งจากปลายทางมายังคลังหรือร้านค้าในไทย
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะถูกนำไปคำนวณภาษีในลักษณะเดียวกันทั้งหมด แต่เป็นเงินที่ธุรกิจต้องจ่ายจริง ดังนั้นใน Cost Sheet ควรแยก “ค่าใช้จ่ายที่ใช้คำนวณภาษี” กับ “ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของธุรกิจ” ออกจากกัน จะช่วยให้เห็นภาพต้นทุนได้ชัดกว่าเดิม
Expert Insight: อย่าดูแค่ราคาต่อชิ้น
จากประสบการณ์ของ Supersunway สิ่งที่พบได้บ่อยคือผู้ประกอบการเปรียบเทียบโรงงานจากราคาต่อชิ้นเพียงอย่างเดียว เช่น โรงงาน A เสนอราคา 28 บาท ส่วนโรงงาน B เสนอราคา 32 บาท จึงเลือก A เพราะเห็นส่วนต่าง 4 บาททันที
แต่เมื่อดูต้นทุนตลอดเส้นทาง โรงงาน B อาจกลับคุ้มกว่า หากสินค้ามีรูปแบบแพ็กที่ใช้พื้นที่น้อยกว่า น้ำหนักเหมาะกับการขนส่งกว่า หรือมีการควบคุมคุณภาพที่ช่วยลดจำนวนสินค้าที่เสียหาย โดยเฉพาะสินค้าที่มีขนาดใหญ่แต่น้ำหนักไม่มาก เพราะค่าขนส่งตามปริมาตรอาจทำให้ส่วนต่างของราคาสินค้าหายไปได้
เวลาขอราคาโรงงานจึงควรเก็บข้อมูลเหล่านี้ให้ครบ
- ราคาต่อชิ้น
- จำนวนต่อกล่อง
- น้ำหนัก
- ขนาดกล่อง MOQ
- เงื่อนไขการผลิต
แล้วนำมาเปรียบเทียบเป็นต้นทุนต่อชิ้นหลังถึงไทย จะให้ภาพที่ใกล้เคียงกับต้นทุนจริงมากกว่า
Form E ช่วยลดต้นทุนได้ในกรณีไหน?
สินค้าบางประเภทที่มีถิ่นกำเนิดจากจีนอาจได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน หากเข้าเงื่อนไขที่กำหนดและมีเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าถูกต้อง โดยการนำเข้าสินค้าโดย Form E เป็นหนึ่งในแนวทางที่ผู้ประกอบการสามารถศึกษาเพื่อประกอบการขอใช้สิทธิทางภาษี
สิ่งที่ต้องระวังคือ การส่งสินค้ามาจากจีนไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสิทธิ Form E โดยอัตโนมัติ ต้องตรวจสอบพิกัดสินค้า เงื่อนไขถิ่นกำเนิด และเอกสารประกอบให้ครบก่อนนำสิทธิทางภาษีมาคำนวณต้นทุน หากยังไม่ได้ตรวจสอบ การสมมติว่าสินค้าได้รับการลดหรือยกเว้นอากรอาจทำให้ประมาณการกำไรคลาดเคลื่อนได้
สำหรับสินค้าที่สั่งเป็นล็อตใหญ่ การตรวจสอบเรื่องนี้ก่อนสั่งซื้อจึงมีความสำคัญ เพราะส่วนต่างของอากรสามารถส่งผลต่อต้นทุนรวมของทั้งล็อตได้
ก่อนสั่งซื้อ ทำ Cost Sheet ง่าย ๆ ไว้ก่อน
ไม่จำเป็นต้องทำตารางซับซ้อน เพียงแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 กลุ่มก็ช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น
- ราคาสินค้า — ราคาสินค้า ค่า OEM ค่าแพ็กเกจ ค่าแม่พิมพ์ หรือค่าใช้จ่ายเฉพาะงาน
- ค่าใช้จ่ายระหว่างทาง — ค่าขนส่งในจีน ค่าขนส่งระหว่างประเทศ ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายด้านการจัดการ
- ค่าใช้จ่ายหลังนำเข้า — อากร VAT ค่าดำเนินการ ค่าขนส่งในไทย และค่าใช้จ่ายอื่นที่ธุรกิจต้องจ่ายจริง
จากนั้นนำค่าใช้จ่ายทั้งหมดมารวมกัน แล้วหารด้วยจำนวนสินค้าที่คาดว่าจะขายได้จริง จะได้ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้นที่เหมาะสำหรับนำไปใช้วางราคาขายและประเมินกำไร
รู้ต้นทุนจริงก่อนสั่ง ช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นกว่า
การคำนวณต้นทุนก่อนสั่งซื้อไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อหาตัวเลขต้นทุนต่อชิ้น แต่ช่วยให้เห็นว่าคำสั่งซื้อหนึ่งล็อตเหมาะกับธุรกิจหรือไม่ สินค้าที่ราคาหน้าแพลตฟอร์มดูน่าสนใจอาจไม่เหมาะกับการขายจริงเมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ขณะที่สินค้าที่ราคาสูงกว่าเล็กน้อยอาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า หากมีต้นทุนขนส่งและค่าใช้จ่ายระหว่างทางต่ำกว่า
สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น ตัวเลขไม่จำเป็นต้องละเอียดถึงทุกบาทตั้งแต่ล็อตแรก ขอเพียงแยกต้นทุนหลักออกจากกันและรู้ว่าต้องจ่ายอะไรบ้างก่อนสินค้าเข้ามาถึงไทย ก็ช่วยให้ตัดสินใจได้รอบคอบขึ้น เมื่อมีการสั่งซื้อเป็นประจำจึงค่อยเก็บข้อมูลแต่ละล็อตมาเปรียบเทียบ เพื่อดูว่าต้นทุนส่วนไหนเปลี่ยนแปลงและส่งผลต่อกำไรมากที่สุด
สุดท้ายแล้ว คำว่า “ราคาถูก” อาจไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดีที่สุดสำหรับการเลือกสินค้า สิ่งที่ควรมองให้ครบคือ ต้นทุนหลังถึงไทย ความสามารถในการตั้งราคาขาย และกำไรที่เหลือจริง เพราะสามตัวเลขนี้จะบอกได้ชัดกว่าว่าสินค้านั้นเหมาะกับธุรกิจของเราหรือไม่